โรเมลู ลูกากู กับการเกิดใหม่ในคราบ “งู”

0
53

โรเมลู ลูกากู กองหน้าทีมชาติเบลเยียมของ อินเตอร์ มิลาน กำลังระเบิดฟอร์มได้อย่างสุดยอดหลังซัดประตูได้อย่างเป็นกอบเป็นกำพร้อมพา “งูใหญ่” ภายใต้การนำของกุนซือ อันโตนิโอ คอนเต้ รั้งจ่าฝูงในตารางกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี และมีโอกาสคว้าแชมป์ในฤดูกาลนี้สูงมาก

ลูกากู ย้ายจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาล่าตาข่ายกับ อินเตอร์ ด้วยค่าตัวมหาศาลราว 80 ล้านยูโร ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการทำธุรกิจที่ไม่ดีนัก แต่เขาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “งูใหญ่” ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า

คอนเต้ กล่าวถึง ลูกากู ว่า “ผมยังไม่ลืมว่า มีคนจำนวนมากที่ต้องเปลี่ยนความคิดตัวเองไปเมื่อเราเซ็นสัญญากับ ลูกากู เพราะพวกเขาเคยบอกว่า ลูกากู เป็นนักเตะโอเวอร์เรต แต่ผมพูดเสมอว่า เขาย้ายมาที่นี่เพราะมีศักยภาพ และถ้าเขาทำงานหนักเขาจะสามารถทำสิ่งที่พิเศษได้ เขาเป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยม และยังดีได้มากกว่านี้อีก”

Photo : skysports.com

ในเกมลีกฤดูกาลนี้ ดาวยิงวัย 27 ปี ซัดให้ อินเตอร์ ไปแล้ว 21 ประตู แถมยังเป็นดาวซัลโวของทีมอีกด้วย นอกจากนี้ ลูกากู ยังมีโอกาสพา “งูใหญ่” หยุดสถิติคว้าแชมป์ลีกหลังทำแต้มทิ้งห่างทีมอันดับ 2 อย่าง เอซี มิลาน คู่อริร่วมเมืองถึง 11 คะแนนเลยทีเดียว

ภายใต้การทำงานร่วมกับ คอนเต้ นั้น ลูกากู กลายเป็นกองหน้าที่รวดเร็ว และแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม โดยอดีตหัวหอก แมนฯ ยูไนเต็ด ยังมีการเล่นที่พัฒนาขึ้นมากทั้งในเรื่องผลงานส่วนตัว และการประสานงานกับเพื่อนร่วมทีมจนกลายเป็นศูนย์หน้าหมายเลข 9 ที่สมบูรณ์แบบ

อีวาน ซาโมราโน่ ตำนานกองหน้าทีมชาติชิลีของ อินเตอร์ กล่าวว่า “ผมคิดว่า มีเพียง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ และ เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ เท่านั้นที่อยู่ในระดับเดียวกับ ลูกากู เขาแสดงให้เห็นถึงการไม่เห็นแก่ตัวในสนาม”

คาร์ล-ไฮนซ์ รุมเมนิกเก้ อดีตยอดหัวหอก อินเตอร์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหาร บาเยิร์น มิวนิค เป็นอีกคนก็ชื่นชม ลูกากู โดยระบุว่า “เขาไม่ได้อาศัยเพียงแค่ร่างกายในการเล่นฟุตบอลเท่านั้น เขามีเทคนิคที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนในช่วงที่เขาเล่นกับ แมนฯ ยูไนเต็ด เขาเหมือนได้เกิดใหม่กับ อินเตอร์”

ภาพประกอบที่ชัดเจนที่สุดสำหรับการเปลี่ยนแปลงของ ลูกากู คือ จำนวนการแอสซิสต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อด้วยการทำไปแล้ว 9 แอสซิสต์ในเกมลีกฤดูกาลนี้ โดยก่อนหน้านี้ในพรีเมียร์ลีก 37 เกมหลังสุดกับ แมนฯ ยูไนเต็ด เขาทำแอสซิสต์ไปได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

Photo : holanews.com

ศูนย์หน้าชาวเบลเยียมกลายเป็นคีย์แมนสำคัญในเกมรุกของ อินเตอร์ ได้อย่างยอดเยี่ยม เขาประสานงานกับผู้เล่นคนอื่นๆอย่าง เลาตาโร่ มาร์ติเนซ, อเล็กซิส ซานเชซ รวมถึง อัชราฟ ฮาคิมี ได้อย่างเข้าขาลงตัว

ขณะเดียวกัน การเล่นของ ลูกากู ในฤดูกาลนี้มีประโยขน์ต่อ อินเตอร์ อย่างมาก เขาคอยช่วยพักบอลในแนวรุกด้วยการใช้ร่างกายที่แข็งแกร่งปะกับแนวรับฝ่ายตรงข้าม ผ่านบอลได้เป็นอย่างดี รวมถึงยังมีการตัดสินใจจังหวะชี้เป็นชี้ตายได้ยอดเยี่ยม

หลายคนสงสัยว่า ทำไม อดีตกองหน้า แมนฯ ยูไนเต็ด พัฒนาไปมากเพียงนี้ สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ คอนเต้ ซึ่งเป็นคนที่มองเห็นพรสวรรค์ของ ลูกากู มาตลอด และตั้งใจคว้าตัวมาร่วมทีมตั้งแต่สมัยยังคุม เชลซี เมื่อปี 2017 แล้ว แต่ “สิงโตน้ำเงินคราม” คว้าตัวมาไม่สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ความปรารถนาของ คอนเต้ ประสบความสำเร็จหลังจาก อินเตอร์ คว้าตัว ลูกากู มาร่วมทีมได้เมื่อซัมเมอร์ปี 2019 และโค้ชวัย 51 ปี ก็มีความสุขมากที่เขาได้ร่วมงานกับนักเตะที่ชื่นชมมาโดยตลอด

Photo : squawka.com

ขณะที่ ลูกากู ก็เหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้งหลังไม่ประสบความสำเร็จตลอด 2 ปี กับ แมนฯ ยูไนเต็ด โดยให้สัมภาษณ์ว่า “ผมคิดว่า ผมต้องค้นหาตัวเองใหม่อีกครั้ง เมื่อปีที่แล้วกับ แมนฯ ยูไนเต็ด มันเป็นเรื่องยากสำหรับผมเพราะหลาย ๆ อย่างไม่เป็นไปตามที่ผมต้องการ และผมก็ทำผลงานได้ไม่ดีนัก ผมต้องค้นหาว่า ตัวเองขาดอะไรไป และสรุปได้ว่า ถึงเวลาแล้วที่ผมต้องเปลี่ยนสภาพแวดล้อมใหม่”

“ในการฝึกซ้อมครั้งแรกที่ อินเตอร์ ผมแทบไม่คุ้นเคยเลย เรากำลังพูดถึงพรีเมียร์ลีกว่า มันเป็นลีกที่ยากที่สุด แต่การฝึกซ้อมที่เราทำที่ อินเตอร์ นั้น ผมคิดว่า ไม่มีใครฝึกหนักเท่าพวกเราอีกแล้ว คุณต้องเป็นคนที่ฟิตสุดๆ”

“ผมพูดกับเอเย่นต์ของผมว่า ผมทรมานมากในการฝึกซ้อมเพราะผมไม่เคยเจองานหนักแบบนี้มาก่อน แต่เมื่อผมมองไปรอบๆ ตัวผมไม่มีเพื่อนร่วมทีมคนไหนร้องโอดครวญเลย พวกเขาตั้งใจทำงาน และเราเข้ากันได้เป็นอย่างดี”

“มันเป็นอะไรที่พิเศษมากเพราะบางครั้งโค้ชจะยืนอยู่ข้างสนาม และทำให้มันเป็นเรื่องตลก เขายืนอยู่กับเราตลอดเวลา และมันก็ทำให้เราอยากทำงานหนักมากขึ้น เขากระตุ้นคุณมากขึ้น มันอาจเป็นงานที่ยาก แต่ไม่มีผู้เล่นคนใดยอมแพ้เลย เพราะเขาให้พลังงานกับคุณเพื่อก้าวต่อไป นั่นแสดงให้เห็นถึงความเข้มข้นในสนาม”

Photo : kickoff.com

นอกสนาม คอนเต้ ก็ยังสอนลูกทีมได้อย่างดุดัน โดยที่ ลูกากู เล่าถึงความโกรธของเจ้านายหลังเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดหนึ่งว่า “เกมนั้นผมเล่นได้แย่มาก ผมเหมือนเป็นนักเตะไร้ประโยชน์ และผมก็โดนเขาวิจารณ์อย่างหนักต่อหน้าผู้เล่นทั้งทีม ซึ่งมันไม่เคยเกิดขึ้นกับผมมาก่อน”

คุณสมบัติที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับลูกทีมเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ คอนเต้ เท่านั้น เขาเป็นกุนซือที่ทำงานหนักทุกๆวัน และมีแท็คติคใหม่มาใช้เสมอ อาทิ ระบบ 3-5-2 ที่เขานำมาปรับใช้กับ เชลซี จนคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสำเร็จ

ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ลูกากู ถูกกำหนดให้เป็นกองหน้าตัวเป้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ที่ อินเตอร์ เขามีบทบาทที่แตกต่างออกไปด้วยการลงมาล้วงบอลต่ำ และเปิดช่องว่างให้กับเพื่อนร่วมทีมใน รวมถึงแอสซิสต์ในจังหวะสำคัญได้บ่อยครั้ง

Photo : skysports.com

เมื่อ อินเตอร์ ได้ครองเกม ลูกากู กับ มาร์ติเนซ จะคอยสลับตำแหน่งกันเพื่อป่วนแนวรับคู่แข่ง และในบางที อดีตหัวหอก แมนฯ ยูไนเต็ด ก็จะขยับมาเล่นในแนวรุกฝั่งขวาเพื่อเปิดพื้นที่ตรงกลางให้คนอื่นๆสอดเข้ามาทำประตูแทน

ความเข้าใจเกมของ ลูกากู นั้น ยอดเยี่ยมมาก เขาปรับตัวกับสไตล์การเล่น และบทบาทใหม่ที่ คอนเต้ มอบให้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และตัวเลข 21 ประตูที่เขาซัดไปนั้น แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่แท้จริงของเจ้าตัวได้เป็นอย่างดี

สิ่งที่เกิดขึ้นในฤดูกาลแรกของ ลูกากู กับ อินเตอร์ นั้นน่าเหลือเชื่อมากๆ และเขากำลังนับถอยหลังคว้าแชมป์ในแรกรอบ 10 ปีร่วมกับสโมสร และคงไม่มีอะไรน่าแปลกใจที่จะบอกว่า ดาวยิงทีมชาติเบลเยียม ได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งเรียบร้อยแล้ว

แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าวนี้