สิ่งที่ สเปอร์ส ต้องเจอหลังไล่ “มู”

0
102

เมื่อวันที่ 19 เมษายนที่ผ่านมา ข่าวใหญ่ที่สุดในวงการฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คงหนีไม่พ้นกรณีที่ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ประกาศปลด โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีมชาวโปรตุกีสออกจากตำแหน่งไปเรียบร้อยแล้วหลังเข้ามากุมบังเหียนได้เพียง 17 เดือนเท่านั้น

ในช่วงที่ผ่านมา แดเนียล เลวี่ ประธานสโมสร สเปอร์ส พยายามอย่างยิ่งที่จะพา “ไก่เดือยทอง” ประสบความสำเร็จให้ได้หลังแยกทางกับ เมาริซิโอ โปเชตติโน่ โค้ชชาวอาร์เจนไตน์ ไปเมื่อปี 2019 และดึง มูรินโญ่ ซึ่งมีดีกรีคว้าแชมป์กับทุกทีมที่ทำงานด้วยมาทำนำทัพ

อย่างไรก็ตาม มูรินโญ่ กลับทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวัง และโดนปลดในที่สุด แต่สิ่งที่น่าสนใจคือทิศทางของ สเปอร์ส หลังจากนี้ไปจะเดินไปในทิศทางใดต่อไป

Photo : skysports.com

กลับสู่สไตล์เติม

หนึ่งในประเด็นหลักของ สเปอร์ส คือ ต้องการให้ มูรินโญ่ เป็นแม่ทัพใหญ่ และเริ่มต้นยุคใหม่ของพวกเขาด้วยการเล่นฟุตบอลสไตล์เกมรุกที่น่าตื่นเต้นสอดคล้องกับประเพณีของสโมสรพร้อมกับเดินหน้าคว้าแชมป์มาประดับตู้โชว์ให้ได้

แต่ทุกคนรู้ดีว่า มูรินโญ่ เป็นเทรนเนอร์ที่มีคาแร็กเตอร์ตรงกันข้ามกับที่ สเปอร์ส ต้องการอย่างสิ้นเชิง และแน่นอนว่า การเข้ามาของเขาที่การันตีถ้วยรางวัลตลอดนั้น ความหวังคือการพา “ไก่เดือยทอง” คว้าแชมป์ให้ได้เป็นอย่างแรกหลัง โปเชตติโน่ ทำไม่สำเร็จ

มันชัดเจนว่า มูรินโญ่ เป็นโค้ชที่เน้นเกมรับมาก่อนเสมอ ซึ่งมันไม่เหมาะสมกับ สเปอร์ส ที่เป็นทีมเอนเตอร์เทนแฟนบอลมาตั้งแต่อดีตแล้ว และสิ่งที่เขาทำก็ส่งผลให้สาวก “ไก่เดือยทอง” ส่วนใหญ่ไม่พอใจแนวทางของทีม

เจมี่ เร็ดแนปป์ อดีตมิดฟิลด์สเปอร์สแสดงความคิดเห็นหลังเกมที่ “ไก่เดือยทอง” พ่ายคาบ้านให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-3 เมื่อว้นที่ 11 เมษายนที่ผ่านมาว่า “สิ่งที่ โชเซ่ ทำมันส่งผลให้ สเปอร์ส ต้องตกอยู่ในความยากลำบาก”

“คุณสามารถพูดได้ว่า คุณชอบอะไรเกี่ยวกับ สเปอร์ส ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา เพราะพวกเขาเป็นทีมที่ดีมาโดยตลอด พวกเขามีสไตล์การเล่นที่ตื้นเต้นอยู่เสมอ และถ้าแฟน ๆ ของ สเปอร์ส อยู่ในสนามได้ ผมไม่คิดว่า พวกเขาจะสนุกกับทีมชุดนี้ ผมคิดว่า สเปอร์ส ทีมนี้ไม่มีสเน่ห์ และเล่นไม่สนุกเลย”

ในซีซั่นนี้ สเปอร์ส ทำประตูได้น้อยกว่าในฤดูกาลที่แล้ว และเมื่อเทียบกับ 4 ปีก่อนหน้านี้ในช่วงที่ โปเช็ตติโน่ คุมทัพนั้น ปีนี้ถือว่า มีค่าเฉลี่ยในการทำสกอร์น้อยที่สุด รวมถึงจำนวนครั้งในการยิง และการครอบครองบอลก็ลดลงกว่าเดิมเยอะมาก

แน่นอนว่า ผลการแข่งขันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกโมสร แต่สำหรับแฟนบอล สเปอร์ส พวกเขายอมรับได้เมื่อทีมแพ้ แต่นักเตะก็ต้องเล่นด้วยความตื่นเต้นเร้าใจไม่ใช่แค่ตั้งรับเพื่อหวังผลลัพธ์แบบที่ มูรินโญ่ ทำในช่วง 17 เดือนที่ผ่านมา

Photo : skysports.com

จำเป็นต้องสร้างทีมใหม่หรือไม่?

กุนซือคนใดก็ตามที่เข้ารับตำแหน่งในถิ่น ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ สเตเดี้ยม มีแนวโน้มสูงมากที่จะต้องเผชิญกับกระบวนการสร้างทีมใหม่ โดยเริ่มจากอนาคตของ แฮร์รี่ เคน ดาวยิงคนสำคัญก็ยังไม่แน่นอนหาก สเปอร์ส ไม่สามารถคว้าตั๋วไปลุยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้

ในขณะที่รายการยูโรเปี้ยน ซุเปอร์ลีก ที่ 12 ทีมดังทั่วยุโรปรวมถึง สเปอร์ส จะเข้าร่วมแข่งขันนั้น ก็ยังไม่สามารถการันตีให้ เคน อยู่กับสโมสรต่อไปได้ และบางทีในวัย 27 ปี กองหน้าทีมชาติอังกฤษก็อยากไปหาความท้าทายในลีกอื่นดูบ้าง

ฤดูกาลนี้ผู้เล่นตัวจริงของ สเปอร์ส มีอายุเฉลี่ย 27.5 ปี ซึ่งหมายความว่า มีเพียง เวสต์แฮม ยูไนเต็ด, เบิร์นลีย์ และ คริสตัล พาเลซ เท่านั้นที่มีค่าเฉลี่ยอายุนักเตะในทีมมากกว่าพลพรรค “ไก่เดือยทอง” และที่สำคัญ สเปอร์ส ไม่มีดาวรุ่งจากอคาเดมี่แจ้งเกิดได้เลยในปีนี้

ในยุค โปเช็ตติโน่ นั้น สเปอร์ส ให้ความสำคัญกับการพัฒนานักเตะที่อายุต่ำกว่า 23 ปี เป็นอย่างมาก และมีแข้งอายุน้อยหลายรายได้โอกาสก้าวขึ้นมาเล่นกับทีมชุดใหญ่อาทิ เดเล่ อัลลี่, เอริค ไดเออร์ และ แฮร์รี่ วิงค์ส

สเปอร์ส ต้องลดค่าเฉลี่ยอายุของทีมลงเพื่อที่จะกลับมาสร้างความกระหายอีกครั้ง และต้องผลักดันนักเตะจากทีมเยาวชนขึ้นมาให้มากกว่านี้ ซึ่งบางทีมันอาจทำให้พวกเขาขาดความต่อเนื่องไปสักระยะในการไล่ล่าความสำเร็จ

แกเร็ธ เบล ปีกชาวเวลส์จะกลับไปที่ เรอัล มาดริด หลังหมดสัญญายืมตัวตอสิ้นสุดฤดูกาลนี้ ขณะที่ คาร์ลอส วินิซิอุส หัวหอกชาวบราซิลที่ยืมตัวจาก เบนฟิก้า ก็ยังไม่มีใครที่ สเปอร์ส ตัดสินใจว่า จะเซ็นสัญญาถาวรหรือไม่

ขณะเดียวกัน ผู้เล่นคีย์แมนอย่าง อูโก้ โยริส, เอริค ลาเมล่า และ แซร์ช อูริเยร์ กำลังเข้าสู่ปีสุดท้ายของสัญญาฉบับปัจจุบัน และยังไม่ได้รับการเสนอสัญญาใหม่แต่อย่างใด ส่วน ซอง เฮือง มิน กองหน้าทีมชาติเกาหลีใต้ก็เหลือสัญญาเพียง 2 ปีเท่านั้น ซึ่งกุนซือคนใหม่ สเปอร์ส มีงานหนักรออยู่มากทีเดียว

Photo : futballnews.com

ใครเหมาะสมนั่งกุนซือใหม่?

ยูเลียน นาเกลส์มันน์ เทรนเนอร์คนหนุ่มไฟแรงของ แอร์เบ ไลป์ซิก เป็นเต็ง 1 ที่จะเข้ามาคุม สเปอร์สหลังจากช่วงที่ผ่านมาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมกับต้นสังกัดทั้งในฟุตบอลบุนเดสลีกา และศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

สำหรับศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายเมื่อฤดูกาลที่แล้ว โค้ชวัย 33 ปี เคยพา ไลป์ซิก บุกมาเอาชนะ สเปอร์ส ถึงถิ่น 1-0 และกลับไปย้ำแค้นที่บ้านอีก 3-0 พร้อมกับส่ง “ไก่เดือยทอง” ตกรอบแบบไม่มีทางสู้

นาเกลส์มันน์ เป็นกุนซือที่ชอบให้ลูกทีมไล่กดดันสูง และสร้างเกมรุกด้วยความรวดเร็วตามแบบฉบับฟุตบอลเมืองเบียร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ สเปอร์ส ต้องการอย่างมาก และเขายังอายุน้อยพร้อมจะเติบโตไปกับนักเตะสายเลือดใหม่อีกด้วย

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส โค้ช เลสเตอร์ ซิตี้ เป็นอีกรายชื่อหนึ่งที่พัวพันกับ สเปอร์ส แต่จากการที่เจ้าตัวยังมีสัญญากับพลพรรค “สุนัขจิ้งจอก” ยาวถึงปี 2025 ก็คงเป็นงานที่ยากสำหรับ “ไก่เดือยทอง” ที่จะได้ตัวมาคุมทัพ

อดีตเทรนเนอร์ ลิเวอร์พูล และ กลาสโกว์ เซลติก ทำผลงานอย่างยอดเยี่ยมหลังเข้ามาคุม เลสเตอร์ เมื่อปี 2019 ด้วยการพา “สุนัขจิ้งจอก” ลุ้นตั๋วยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 ปีติดต่อกัน แถมยังมีสไตล์การเล่นที่สนุกเร้าใจอีกด้วย

สก็อตต์ ปาร์คเกอร์ นายใหญ่ ฟูแล่ม ก็ได้รับเสียงเชียร์เช่นกัน เนื่องจากเคยเป็นอดีตนักเตะ สเปอร์ส ถึง 2 ปี และถึงแม้เขาอาจจะพา “เจ้าสัวน้อย” ตกชั้นในฤดูกาลนี้ แต่ฝีมือของเจ้าตัวในวัย 40 ปีก็น่าสนใจไม่น้อย

ปาร์คเกอร์ ทำให้ ฟูแล่ม กลายเป็นทีมที่กล้าครองบอลสู้กับทีมใหญ่ และเคยสร้างความประทับใจในหลายๆเกมมาแล้ว อาทิ พาทีมบุกไปเอาชนะแชมป์เก่าอย่าง ลิเวอร์พูล ถึงแอนฟิลด์ 1-0 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังมีเทรนเนอร์อีกหลายรายที่ตกเป็นข่าวกับ สเปอร์ส อาทิ มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี, เอ็ดดี้ฮาว, ราฟาเอล เบนิเตซ รวมถึง สตีเว่น เจอร์ราร์ด ที่คว้าแชมป์สก็อตติชพรีเมียร์ลีกร่วมกับ กลาสโกว์ เรนเจอร์ส มาสดๆร้อน

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ กุนซือคนใหม่ สเปอร์ส ต้องเจอคือความท้าทายในการเริ่มต้นใหม่ และการพาทีมกลับไปสู่สไตล์เดิมอีกครั้ง พร้อมกับเดินหน้าคว้าแชมป์ให้ได้โดยเร็วที่สุดเพื่อลดความกดดัน

แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าวนี้