5 ดีลขายผู้เล่นแพงที่สุดของสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้

0
17

แน่นอนว่า เลสเตอร์ ซิตี้ เป็นหนึ่งในทีมขวัญใจชาวไทย ที่มีเจ้าของเป็นคนบ้านเดียวกัน ย่อมติดอันดับทีมที่ถูกดึงสตาร์อยู่เสมอ เพราะนักเตะของพวกเขามีผู้เล่นที่โชว์ฟอร์มเด่น จนไปเตะตาทีมยักษ์ใหญ่ แต่ด้วยแผนการบริหารทีมที่ยอดเยี่ยม สามารถแปรผันเม็ดเงินที่ได้มา มองหาตัวแทนมาอุดรูโหว่ได้แบบไร้รอยต่อ

วันนี้เว็บไซต์ 168Kick พร้อมย้อนรอยดูกันไปพร้อมๆ กันว่า แต่ละดีลที่ปล่อยออกไปนั้น พวกเขาได้กำไรมากขนาดไหน? แล้วจะมีนักเตะคนใดติดโผเข้ามาบ้าง? ขนาดขายสตาร์ไปหลายราย ทำไมทีมถึงยังเกาะกลุ่มลุ้นพื้นที่ยุโรปได้เป็นประจำ?

เริ่มต้นกันที่อันดับที่ 5 นับว่าเป็นการขายหนึ่งในคีย์แมนแดนกลาง ที่อยู่ในชุดคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้แบบสุดปาฏิหาริย์ แถมเป็นการค้นพบนักเตะฝีเท้าระดับสุดยอด ที่ต้องชื่นชมทีมแมวมองของ เดอะ ฟ็อกซ์ จากใจจริง จะเป็นดาวเตะคนไหนไปไม่ได้ นอกจาก เอ็นโกโล่ ก็องเต้ มิดฟิลด์แสนถ่อมตน ที่เล่นได้คุ้มค่าเหนื่อยทุกปอนด์ให้กับต้นสังกัดที่ถูกทาง เชลซี คว้าตัวไปด้วยค่าตัว 35.8 ล้านยูโร

ดีลนี้ถือว่า เลสเตอร์ กำไรหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้งาน ที่พาทีมไปถึงแชมป์ แถมตอนขายต่อก็ได้เงินแบบงามๆ คุ้มทุน เนื่องจากได้ตัว ก็องเต้ มาจาก ก็อง ทีมในฝรั่งเศส ด้วยค่าตัวแค่ราว 9 ล้านยูโรเท่านั้น เทียบกับตอนขายแล้วแพงกว่าเกือบ 4 เท่าตัว แต่การทุ่มเม็ดเงินของ สิงโตน้ำเงินคราม ก็คุ้มทุนอยู่เช่นกัน เพราะทาง ก็องเต้ ก็เป็นตัวจักรสำคัญ ที่ทำให้ทีมได้แชมป์ลีก บวกกับ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รวมไปถึงสโมสรโลก มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ นับว่า วินวินทั้งสองฝ่าย แบบไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ

ถัดมาที่อันดับที่ 4 เป็นดีลของ แดนนี่ ดริ้งค์วอเตอร์ คู่ขาชุดแชมป์ของ ก็องเต้ ที่เป็นทาง เชลซี อีกเหมือนเดิม ที่ตัดสินใจทุ่มเงินกว่า 37.9 ล้านยูโร ดึงตัวกองกลางรายนี้ ไปเสริมทัพ หลังจากคู่ขาถัดมาอีกหนึ่งฤดูกาล เพื่อหวังไปเติมเต็มเรื่องจังหวะการออกบอล วางบอลสั้น-ยาว ให้มีมิติมากขึ้น เหมือนกำลังตามหาคู่จาคนรู้ใจ ไปเล่นร่วมกับ ก็องเต้ ให้เข้าคู่กันได้แบบไร้รอบต่อ แล้วมองว่าอดีตคู่หูรายนี้น่าจะเหมาะสมที่สุด

ดีลนี้ถือว่า เลสเตอร์ กำไรเป็น 30 กว่าเท่าตัว เพราะได้ ดริ้งค์วอเตอร์ มาจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยราคาหยุมหยิมเพียง 9 แสนยูโรเท่านั้น เนื่องจากเป็นนักเตะในทีมชุดสำรอง ไม่มีแววจะได้ขึ้นชั้นไปชุดใหญ่เสียที จ่อถูกปล่อยตัวออกไปอยู่แล้ว แต่ทาง สุนัขจิ้งจอก กลับเจอคู่มือใช้งาน มิดฟิลด์รายนี้ ได้แบบถูกทางพอดิบพอดี

อย่างไรก็ตามอนาคตในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ของเจ้าตัว ไม่ค่อยจะสดใสมากนัก ไม่ได้ถูกจัดสถานะว่าเป็นตัวหลัก ถูกปล่อยยืมตัวพเนจรไปเรื่อย แถมมีคดีเมาแล้วขับ พฤติกรรมไม่ดี ถูกสื่อเล่นงานอยู่เนืองๆ พอได้รับโอกาสลงเล่น ผลงานก็ไม่เป็นที่น่าพอใจ เชื่อว่าอีกไม่นาน คงโดนโละออกจากทีม ยากที่จะกลับมาฟอร์มพีคเหมือนตอนคว้าแชมป์ลีกได้แล้ว

ต่อกันที่อันดับที่ 3 เป็นการทำธุรกิจที่ดีกับคู่ค้าชั้นยอดอย่าง เชลซี อีกครั้ง คราวนี้เป็นการขาย เบน ชิลเวลล์ แบ็คซ้ายฟอร์มแรงของทีม ไปด้วยราคามหาศาลถึง 50.2 ล้านยูโร กำไรแบบเน้นๆ เนื้อๆ เพราะเป็นเด็กปั้นจากทีมเยาวชนของทีม ไม่ได้เสียเงินซื้อมาแม้แต่แดงเดียว ต้องให้เครดิตทีมอะคาเดมีแบบเต็มๆ เนื่องจากฟูมฟักปั้นมาใช้งานได้เต็มที่ แถมทำราคาขายได้แบบงามๆ

ชิลเวลล์ เป็นแบ็คซ้าย ที่เล่นได้ทั้งตำแหน่ง ฟูลแบ็ค และ วิงแบ็ค เป็นนักเตะที่ถือว่าโชคดีไม่น้อย เพราะย้ายไปเพียงแค่ปีแรก ก็มีดีกรีเป็นหนึ่งในขุนพลชุดแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ทันที แม้ว่าอาการบาดเจ็บ จะทำให้ตัวเขา ไม่ได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่องมากนักในช่วงหลัง แถมการต้องเบียดแย่งตำแหน่งกับ มาร์กอส อลอนโซ่ แบ็คซ้ายดีกรีทีมชาติสเปน ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยวัยเพียงแค่ 25 ปี หนทางการค้าแข้งของเขา ยังเหลือเวลาให้พิสูจน์ตัวเองแบบยาวๆ

ถัดมาในตำแหน่งรองท็อป เป็นการขายขุนพลที่เป็นคีย์แมนชุดแชมป์ลีกไปอีกหนึ่งราย แต่ก็ได้เม็ดเงินกลับมาแบบมหาศาลเช่นกัน คราวนี้เป็นคิวของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่จัดการสู่ขอ ริยาด มาห์เรซ ปีกทีมชาติแอลจีเรีย ไปร่วมทีมด้วยราคาสูงถึง 67.8 ล้านยูโรเลยทีเดียว

ดีลนี้ต้องชื่นชมทีมแมวมองของ เลสเตอร์ อีกเช่นเดียวกัน เพราะได้ตัว มาห์เรซ มาจากสโมสร เลอ อาร์ฟ ด้วยราคาเพียงแค่ 5 แสนยูโร ในสมัยที่ยังเป็นแค่นักเตะโนเนม แต่ด้วยเวลาเพียงไม่กี่ปี ก็ก้าวกระโดดกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ได้อย่างน่าตกใจ

แม้ว่าการย้ายไปอยุ่กับ ซิตี้ ปีกทีมชาติแอลจีเรีย จะไม่ได้การันตี การลงสนามเป็นตัวจริงเหมือนแต่ก่อน เพราะล้วนแต่รวมแข้งระดับฝีเท้าไม่ธรรมดาไว้ทั้งสิ้นแต่เรื่องของการลุ้นคว้าถ้วย นั้นมีเปอร์เซ็นต์ที่เป็นไปได้มากกว่า โดยเฉพาะแชมป์ลีก ที่เพิ่งจะคว้ามาครองได้สดๆ ร้อนๆ เมื่อซีซั่นก่อน

ปิดท้ายกันที่ดีลที่ขายนักเตะได้แพงที่สุด เป็นประวัติศาสตร์ของสโมสร ณ ปัจจุบัน แถมครองตำแหน่งผู้เล่นกองหลัง ที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลก มีแค่ไม่กี่สโมสรเท่านั้น ที่กล้าจ่ายราคานี้ แน่นอนว่า หนึ่งในนั้น คือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ยอมควักกระเป๋าราว 87 ล้านยูโร ดึงตัว แฮร์รี่ แม็คไกวร์ เซนเตอร์แบ็คทีมชาติอังกฤษ ไปแก้ปัญหาในแนวรับ ที่อ่อนยวบยาบ เพราะขาดผู้นำ

ดีลนี้ถือว่า เลสเตอร์ ฟันกำไรแบบเต็มๆ อีกครั้งกว่า 70 ล้านยูโร เพราะดึงตัว แม็คไกวร์ มาจาก ฮัลล์ ซิตี้ ด้วยราคาแค่ 13.7 ล้านยูโรเท่านั้น ซึ่งการย้ายของ แม็คไกวร์ แม้จะยังไม่ได้ถ้วยแชมป์สักรายการเดียวกับ ยูไนเต็ด ต้นสังกัดใหม่ แต่เขาก็ทำให้การจัดระเบียบแนวรับของ ปีศาจแดง ดูดีขึ้นกว่าเดิม ค่อนข้างมาก แถมได้รับความไว้วางใต ให้เป็นถึงกัปตันทีมอีกด้วย

อย่างไรก็ตามหลังระเบิดฟอร์มในฤดูกาลแรก พาทีมไปถึงนัดชิงชนะเลิศศึก ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก ฤดูกาล่าสุด แม็คไกวร์ เจอปัญหาฟอร์มโดยรวมของทีม เล่นงานจนฟอร์มหลุดแบบสุดกู่ กลายเป็นตัวคอนเทนต์แนวตลก ที่ถูกแฟนบอลทั่วโลกจ้องทำมีมล้อแบบไม่เว้นแต่ละวัน

แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าวนี้