10 ดีลการจ่ายเงินชดเชยผู้จัดการทีมมากที่สุดในโลกฟุตบอล ตอนที่ 2

0
16

ความเดิมจากบทความที่แล้ว ซึ่งทางทีมงาน 168Kick ได้นำเสนอเกี่ยวกับการจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้จัดการทีมฟุตบอล ที่มากที่สุดจนเป็นสถิติ หลังแต่ละสโมสรตัดสินใจปลดออกจากตำแหน่ง ซึ่งผ่านไปแล้วในอันดับที่ 10-6 ที่แต่ละดีลที่เกิดขึ้น ตัวเลขแต่ละจำนวน เห็นได้เลยว่าไม่ธรรมดา นับว่าจ่ายหนักตามชื่อเสียงของโค้ชแต่ละคน ยิ่งดังมาก มีชื่อเสียงมาก ย่อมต้องตกลงค่าชดเชยกันเอาไว้สูง เพราะการถูกไล่ออกแต่ละที ย่อมกลายเป็นข้อด่างพร้อยในอาชีพของเทรนเนอร์แต่ละรายเช่นกัน

ปฏิเสธได้ยากว่าโลกฟุตบอลทุกวันนี้ แต่ละทีมโดยเฉพาะยักษ์ใหญ่ในยุโรป ย่อมต้องการความสำเร็จแบบเป็นรูปธรรม แถมต้องรวดเร็ว ไม่ต่างกับกาแฟสำเร็จรูป ชงปุ๊บ รอแปบเดียว ได้กินทันที และรสชาติต้องดี ไม่ต่างกับกาแฟสดยี่ห้อดีๆ ตามคาเฟ่ แต่สไตล์การบริหารจัดการทีมของเทรนเนอร์แต่ละคน ย่อมมีการวางรากฐานและแนวทางแตกต่างกัน บางทีแฟนบอลอาจมองว่า ผู้จัดการทีมคนนนี้เหมาะสมกับทีม ตรงตามสเปคที่ต้องการ แต่ใช่ว่าจะเดินร่วมทางไปกับนโยบายของบอร์ดบริหารได้

ดังนั้นการเลือกหัวเรือแต่ละรอบ ใช่ว่าจะจิ้มเอาใครก็ได้ที่โปรไฟล์เยี่ยม เข้ามาร่วมงานด้วยกันง่ายๆ การพูดคุยเพื่อตกลงทิศทาง ก่อนเข้ารับงานและเซ็นต์สัญญา ย่อมเป็นเรื่องสำคัญในการตัดสินใจของระดับผู้บริหาร

ยิ่งในช่วงเวลาวิกฤติเศรษฐกิจ เงินหมุนเวียนในระบบค่อนข้างฝืดเคือง การใช้จ่ายแต่ละภาคส่วนให้ตรงตามงบที่วางไว้แต่ละปี ย่อมเป็นสิ่งที่ต้องคำนวณให้ละเอียด บางทีแฟนบอลอย่างเราๆ ท่านๆ เห็นผลงานทีมไม่ได้ดั่งใจ แค่นัดหรือสองนัด ก็ออกมาไล่โค้ชกันแบบสุดตัว แต่ทีมงานผู้บริหารต้องคิดหลายตลบมากกว่านั้น เพราะนอกจากจะเสียเงินค่าชดเชยแล้ว งบประมาณที่ต้องเอาไปจ้างโค้ชใหม่ ก็เป็นสิ่งที่ต้องดูว่ามันเหมาะสม บางทีเทรนเนอร์ที่หมายตามีงานอยู่แล้ว กลายเป็นว่าต้องจ่ายให้ทั้งโค้ชเก่า แล้วต้องเอาเงินจ่ายให้กับสโมสรเดิมของเทรนเนอร์ใหม่อีกด้วย

บทความนี้เป็นการปิดท้ายแบบต่อเนื่องจากตอนก่อน ซึ่งจะนำเสนอกันที่อันดับที่ 5-1 มาดูกันเลยว่า จะมีเทรนเนอร์ชื่อดดังคนไหน? ติดอันดับเข้ามากันบ้าง?

เปิดหัวกันที่อันดับที่ 5 ยังคงติดอันดับมาเหมือนสกู๊ปก่อน นั่นก็คือ เชลซี ที่ตัดสินใจปลด หลุยซ์ เฟลิเป้ สโคลารี่ กุนซือตัวท็อปชาวบราซิลออกจากตำแหน่งในปี 2009 แต่ภาพรวมของทีมดูจะไม่พัฒนาไปไหน ไม่ใช่บอลบุกที่ อากู๋โรมัน วาดฝันไว้ แล้วผลงานก็เริ่มดร็อปลงเรื่อย จึงตัดสินใจจ่ายเงินราว 13.6 ล้านปอนด์ ให้เป็นค่าทำร้ายจิตใจ แล้วไปดึงเอา กุส ฮิดดิ้งค์ มาเป็นผู้จัดการทีมแบบชั่วคราว คุมทีมแบบขัดตราทัพ ต่อจาก สโคลารี่ ในเวลาต่อมา

ถัดมาที่อันดับที่ 4 ข้ามลีกกันมาที่สโมสรใน ลีก เอิง ฝรั่งเศส กันบ้าง ซึ่งจะเป็นทีมใดไปไม่ได้เลยนอกจาก ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ที่ยอมตัดสินใจปลด โลร็องก์ บล็องก์ เทรนเนอร์คู่บุญ ออกจากตำแหน่งในปี 2016 ด้วยเหตุผลส่วนตัวของบอร์ดบริหาร ที่มองว่า บล็องก์ ไม่สามารถพาทีมประสบความสำเร็จในระดับทวีปได้ จึงยอมจ่ายเงินราว 17 ล้านปอนด์ เพื่อแยกทางกันไปด้วยดี ก่อนจะไปดึงเอา อูไน เอเมรี่ เข้ามารับตำแหน่งแทน

เข้าสู่ตำแหน่งท็อปทรีกันที่ เชลซี อีกเหมือนเดิม ซึ่งคราวนี้เป็นการปลด โชเซ่ มูรินโญ่ เทรนเนอร์ที่พาทีมกวาดแชมป์ในช่วงแรกมามากมาย หลังจากที่ โรมัน อบราโมวิช เข้ามาเทคโอเวอร์ใหม่ๆ ในปี 2007 โดยเป็นการแยกทางกันรอบแรก แม้ว่าจะเป็นดีลที่ดูเกิดขึ้นในอดีตที่นานที่สุด แต่กลายเป็นว่าค่าชดเชยของ น้ามู ในตอนนั้น สามารถกินใช้ไปได้อีกหลายปี เพราะทาง เสี่ยหมี ยอมจ่ายมากถึง 18 ล้านปอนด์ เพื่อเป็นการจบเรื่องดังกล่าว

มาถึงตำแหน่งรองท็อป ติดอันดับเข้ามาเหมือนกันสำหรับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หนึ่งในทีมที่มีแฟนบอลมากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งเป็นการปลดผู้จัดการทีมในปี 2018 แล้วจะเป็นใครไปไม่ได้เลย นอกจากเจ้าแห่งการกวาดค่าชดเชยอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ ที่หลังจากบุกแพ้ ลิเวอร์พูล คู่แค้นตลอดกาลในศึกแดงเดือดแบบหมดรูป ก็โดนปลดออกจากตำแหน่งแบบทันควัน ไม่มีรีรอใดๆ แต่ทาง น้ามู คงไม่ได้แยแสเท่าไหร่นัก เพราะ ปีศาจแดง ยอมทุบคลังถึง 19.6 ล้านปอนด์ เพื่อเป็นการแยกทางกันของทั้งสองฝ่าย

ปิดท้ายกันที่แชมป์ประจำสกู๊ปนี้ ยังคงเป็นตัวเต็งเหมือนเช่นเคย นั่นก็คือ เชลซี ที่มีเจ้าของทีมสุดใจร้อน คราวนี้เป็นการตัดสินใจปลด อันโตนิโอ คอนเต้ เทรนเนอร์แพสชั่นสูงชาวอิตาเลียน ออกจากตำแหน่งในปี 2018 แม้ว่าจะพาทีมครองแชมป์ลีกได้ แต่ผลงานในปีถัดมาดูไม่มีทรงเหมือนเคย จึงเลือกที่จะแยกทางกันก่อนสาย โดยทาง เสี่ยหมี ต้องยอมจ่ายเงินสูงถึง 26.2 ล้านปอนด์ เพื่อปลด คอนเต้ ออกจากตำแหน่ง พร้อมด้วยทีมสตาฟฟ์แบบยกชุด

แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าวนี้