แจ็ค วิลเชียร์ โคตรดาวรุ่งผู้ถูกลืม

แจ็ค วิลเชียร์ อดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษของ อาร์เซน่อล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ลีก ประกาศอำลาวงการฟุตบอลแล้ว หลังจากที่เส้นทางอาชีพของเจ้าตัวต้องทนทุกข์ทรมานจากปัญหาอาการบาดเจ็บมาตลอด

มันเป็นจุดจบที่น่าเศร้าสำหรับ วิลเชียร์ แต่ความทรงจำเกี่ยวกับพรสวรรค์อันน่าตื่นเต้นของเขานั้น จะคงอยู่ตลอดไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับแผนบอลที่ได้เห็นฟอร์มการเล่นอันน่าทึ่งของเจ้าตัวที่ช่วยให้ อาร์เซน่อล เอาชนะ บาร์เซโลน่า ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า 2-1 ในศึกฟุตบอลยุโรป เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2011

ฉายแววยอดนักเตะ

ในเกมกับ บาร์เซโลน่า วิลเชียร์ เพิ่งจะอายุ 19 ปี เขาก้าวออกไปที่สนาม เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ในคืนนั้นด้วยการเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดในสนาม แต่สิ่งที่ตามมาเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสโมสรที่ดีที่สุดอย่าง “เจ้าบุญทุ่ม” คือ การแสดงพรสวรรค์ออกมาเหนือความกลัว

วิลเชียร์ ต้องเผชิญหน้ากับมิดฟิลด์ระดับโลกอย่าง ชาบี เอร์นานเดซ, อันเดรส อิเนียสต้า และ เซร์คิโอ บุสเกตส์ รวมถึง ลิโอเนล เมสซี่ ในแนวรุกด้วย แต่อดีตเด็กปั้น “ไอ้ปืนใหญ่” กลับต่อกรกับบรรดาดาวดังบาร์เซโลน่า ได้อย่างสนุก

ตลอด 90 นาที วิลเชียร์ จ่ายบอลสำเร็จถึง 43 ครั้งจาก 46 ครั้ง รวมถึงการจ่ายบอลให้ และในสนามมีเพียง เมสซี่ เท่านั้นที่เลี้ยงบอลได้มากกว่า ซึ่งหลังจบเกมไม่น่าแปลกใจเลยที่ กองกลางเลือดผู้ดี จะได้เลือกให้เป็น แมน ออฟ เดอะ แมตช์

เชส ฟาเบรกาส อดีตคู่หูในแดนกลางของ วิลเชียร์ ที่ยืนคู่กันในเกมกับ บาร์เซโลน่า กล่าวว่า “แจ๊ค เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีความสามารถมากที่สุดที่ผมเคยเล่นด้วย ในขณะที่ อาร์แซน เวนเกอร์ อดีตผู้จัดการทีม อาร์เซน่อล ระบุว่า “แจ๊ค จะกลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดในโลกได้แน่นอน”

แน่นอนว่า วิลเชียร์ กลายเป็นคีย์แมนคนสำคัญของ เวนเกอร์ ในตอนนั้น และกลายเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ของ อาร์เซน่อล เมื่อประเดิมสนามด้วยวัยเพียง 16 เท่านั้น

ขณะเดียวกัน ฟาบิโอ คาเปลโล อดีตกุนซือทีมชาติอังกฤษ ก็ยังชื่นชอบในฝีเท้าของ วิลเชียร์ และมอบโอดาสให้เขาประเดิมสนามกับทีมชุดใหญ่ของพลพรรค “สิงโตคำราม” เมื่อปี 2010 ด้วยวัยเพียง 18 ปี พร้อมยกย่องว่า เป็นนักเตะเทคนิคเหมือนชาวสเปนแต่หัวใจเป็นชาวอังกฤษ

วิลเขียร์ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมกับ อาร์เซน่อล จนคว้ารางวัลส่วนตัวมากมายอาทิ นักเตะดาวรุ่งแห่งปีของ PFA รวมถึงรางวัลในฐานะทีมด้วยการพาพลพรรค “ไอ้ปืนใหญ่” คว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยเอฟเอ คัพ 2 สมัย

อำลาวงการฟุตบอลเพราะปัญหาอาการบาดเจ็บ

เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมของ อดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษ นั้น มันก็ยากที่จะยอมรับว่า เขาต้องยุติเส้นทางนักฟุตบอลของตัวเองด้วยวัยเพียง 30 ปี ซึ่งมันทำให้เจ้าตัวก็รู้สึกเสีบดายที่ต้องหยุดเล่นฟุตบอลเร็วกว่าที่คิดเอาไว้

การบาดเจ็บครั้งใหญ่ในช่วงปรีซีซั่น เดือนกรกฎาคม ปี 2011 ในเกมกับ นิวยอร์ก เร้ด บูลล์ส นั้น ส่งผลให้ วิลเชียร์ ข้อเท้าขวาหัก ซึ่งเดิมทีคาดการณ์ไว้ว่า เขาต้องพัก 4-5 เดือน แต่หลังจากเข้ารับการผ่าตัดในเดือนกันยายน เจ้าตัวเกิดภาวะแทรกซ้อนและการฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้มาก

ตลอดฤดูกาล 2011/12 วิลเชียร์ ต้องปิดเอมยาว และทำได้แค่นั่งดูเพื่อนจากข้างสนาม จนกระทั่งในซีซั่นถัดมาเดือนตุลาคมปี 2012 เจ้าตัวก็กับมาลงสนามอีกครั้งในเกมลีกที่ อาร์เซน่อล เปิดบ้านพบกับ ควีนส์ ปาร์ค เรนเจอร์ ซึ่งนับเป็นจำนวน 524 ที่เขาไม่ได้ลงสนาม

เหมือนทุกอย่างจะกลับมาเข้าที่เข้าทาง วิลเชียร์ ลงเล่นในซีซั่น 2012-13 ให้ อาร์เซน่อล ไปถึง 33 เกมในทุกรายการ และเล่นไปอีก 35 เกมในฤดูกาลถัด แต่โชคร้ายกลับมาเยือนอีกครั้งในเดือนมีนาคม 2014 ซึ่งอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้ากำเริบขึ้นมาอีกครั้ง

มันเป็นข้อพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของ วิลเชียร์ ที่ตอนแรกเขาฝืนเล่นต่อไปหลังจากได้รับบาดเจ็บ และคิดว่า เป็นแค่รอยฟกช้ำ แต่หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมงในเกมกระชับมิตรระหว่าง อังกฤษ กับ เดนมาร์ก เขาก็โดนเปลี่ยนตัวออกมา

วิลเชียร์ ฟื้นตัวได้ทันเวลา และช่วยให้ อาร์เซน่อล คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ปี 2014 ได้สำเร็จ ก่อนจะลงเล่นฟุตบอลโลกที่บราซิลช่วงซัมเมอร์นั้น แต่ความผิดหวังก็ตามมาด้วยปัญหาบาดเจ็บข้อเท้ารุนแรงมากขึ้นในฤดูกาลต่อมา

ในฤดูกาล 2015/16 วิลเชียร์ มีโอกาสลงสนามไปเพียงแค่ 3 นัด ซึ่งในปีต่อมาก็ทำให้เจ้าตัวถูกปล่อยไปเล่นกับ บอร์นมัธ ด้วยสัญญายืมตัวเพื่อโอกาสลงสนามอย่างสม่ำเสมอ และเรียกความฟิตกลับมา จากนั้น เขาก็กลับไปเล่นกับ อาร์เซน่อล ในปี 2017/18 โดยลงเล่น 35 นัดรวมทุกรายการ

วิลเชียร์ หมดสัญญากับ อาร์เซน่อล และเขาก็ตัดสินใจย้ายไปเล่นกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด แบบไร้ค่าตัว พร้อมเซ็นสัญญายาว 3 ปี ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้ดี แต่เขากลับต้องเจอปัญหาบาดเจ็บที่จุดเดิม ซึ่งทำให้ลงสนามกับ “ขุนค้อน” ไปรวมทุกรายการเพียง 19 เกม

ในปี 2020-21 วิลเชียร์ อำลา เวสต์แฮม ไปเล่นกับ บอร์นมัธ ในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ แบบไม่มีค่าตัว แต่ก็ไม่ได้มีผลงานโดดเด่นมาก เนื่องจากสภาพร่างกาย และหลังจากนั้น เขาก็ย้ายไปเล่นกับ เอจีเอฟ ในเดนมาร์ก เป็นช่วงเวลาสั้นๆก่อนจะประกาศแขวนสตั๊ด

วิลเชียร์ เปิดเผยว่า “ในความเป็นจริง เป็นเรื่องยากที่จะยอมรับว่า อาชีพการงานของผมหลุดลอยไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากเหตุผลที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของผม ในขณะที่รู้สึกว่าผมยังมีอะไรให้ทำอีกมาก”

“อย่างไรก็ตาม การมีเวลาได้ไตร่ตรอง และพูดคุยกับผู้ที่ใกล้ชิดที่สุดกับผม ผมรู้ว่าตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมแล้ว และแม้จะมีช่วงเวลาที่ยากลำบาก ผมมองย้อนกลับไปในอาชีพการงานของผมด้วยความภาคภูมิใจอย่างมากในสิ่งที่ผมเคยได้รับมา”

แน่นอนว่าการจากลาของ วิลเชียร์ เต็มไปด้วยความเศร้า แต่เขาคิดถูกที่จะรู้สึกภาคภูมิใจในความสำเร็จของตัวเอง และสำหรับแฟนบอล อาร์เซน่อล ความทรงจำของ เด็กหนุ่มที่ระเบิดฟอร์มเหนือบรรดาดาวดังของ บาร์เซโลน่า เมื่อปี 2011 จะยังคงอยู่ตลอดไป

แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าวนี้

Scroll to Top