6 ผู้จัดการทีมชื่อดังและนักเตะคู่บุญของพวกเขา

0
2200

สำหรับอาชีพผู้จัดการทีมฟุตบอล ปัญหาใหญ่ที่ต้องเผชิญแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อรับงานคุมทีมใหม่แต่ละครั้ง คือ เรื่องของความกดดัน ที่ต้องแบกรับแบบมหาศาลจากทั้งแฟนบอลและบอร์ดบริหาร ที่แต่ละทีมตั้งเป้าความสำเร็จเอาไว้แตกต่างกัน บางทีมอาจแค่ต้องการอยู่รอดบนลีกสูงสุด บางทีมบังคับต้องมีถ้วยแชมป์รายการใดก็ได้เมื่อจบฤดูกาล ความยากง่ายย่อมต่างกันตามผลตอบแทน แต่ใช่ว่าทุกคนจะรับสภาพทีมเดิมจากยุคก่อนได้

ต่อให้ขุนพลที่รับเป็นมรดกตกทอดจากเทรนเนอร์คนเก่า จะมีระดับฝีเท้ายอดเยี่ยมมากแค่ไหน ถ้าไม่เข้าใจแทคติกส์ใหม่ๆ แล้วเล่นตามแนวทางของพวกเขาได้เต็มร้อย ประสิทธิภาพที่แสดงออกมาในสนาม ย่อมไม่ต่างกับการฝืนทนใช้ของที่ไม่มีคุณภาพ หรือ ใช้งานผิดประเภท มีโอกาสทำเสียระบบ ส่งผลกระทบต่อฟอร์มของกทีมในระยะยาว

แน่นอนว่าผู้จัดการทีมทุกคนบนโลกที่มีชื่อเสียง ย่อมมีแผนถนัดที่เป็นไม้เด็ด เอาไว้เล่นงานคู่แข่ง เปรียบประหนึ่งกับไม้ตายก้นหีบที่งัดออกมาเมื่อไหร่เป็นได้เรื่อง แต่ถ้าขาดตัวหมากสำคัญที่ทำให้ทีมเล่นได้ตามแผน การรีดศักยภาพของแผนการเล่นในระบบต่างๆ อาจทำได้ไม่สมบูรณ์ ถ้ากุนซือที่ชอบใช้เกมเพรสซิ่ง มีตัวหมากเป็นนักเตะเชิงรับที่ถนัดการดักบอลคุมพื้นที่ ก็ถือว่าผู้เล่นนั้นสไตล์ไม่เข้ากับทีม หากทีมเน้นกลางโจมตีด้วยลูกกลางอากาศ แต่ใช้นักเตะที่ตัวเล็กไปค้ำแดนหน้าก็ไม่ได้ผล

ดังนั้นการเสาะหาผู้เล่นใหม่ๆ เพื่อสร้างทีมของตัวเองขึ้นมา จากการคัดสรรค์ด้วยสเปคตามต้องการ กลายเป็นสิ่งที่โค้ชทุกคนย่อมต้องทำแบบเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้าเสี่ยงกับผู้เล่นใหม่ๆ ที่ไม่เคยใช้งาน ไม่มีคู่มือมาก่อน ก็ดูจะเสี่ยงมากเกินไป หลายต่อหลายครั้งผู้จัดการทีมมากฝีมือ จึงหันไปรื้อไฟล์เก่าที่เป็นนักเตะที่เคยร่วมงานกันมาก่อน แล้วดึงตัวมาช่วยทีม เพราะมีความคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว

วันนี้เว็บไซต์ 168Kick พร้อมนำเสนอสกู๊ปที่รวบรวมเอารายชื่อของ กุนซือและนักเตะคู่บุญของเขาทั้งหมด 6 คู่ ที่ไม่ว่าจะไปสโมสรไหนต้องดึงมาช่วยงานเป็นประจำ หากมีโอกาสที่เส้นทางจะบรรจบกันได้โดยง่ายมารวมกันเอาไว้ในบทความนี้ โดยคัดมาเฉพาะคู่เด่นๆ ที่แฟนบอลนึกถึงแค่แวบเดียวก็จำได้มาทั้งสิ้น

เริ่มต้นกันที่คู่แรกขอย้อนไปในช่วงยุคปลาย 2000 เป็นคู่ของ แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ กุนซือหน้าง่วง ที่รับงานคุมทีม ปอร์ทสมัธ ในเวลานั้น ที่ไปเจอนักเตะชาวโครเอเชียที่ตรงสเป็คความต้องการอย่างมากแบบ นิโก ครานชาร์ ปีกซ้ายสายเชิง ที่แม้ไม่ได้มีความเร็วมากมาย แต่อุดมไปด้วยทักษะการครอบครองบอลอันยอดเยี่ยม เล่นบอลแบบง่ายๆ ไม่ฝืนจังหวะ แล้วมีทีเด็ดในจังหวะยิงไกล รวมไปถึงลูกจ่ายที่แม่นยำ จึงเลือกที่จะดึงตัวเขามาเล่นในอังกฤษ ด้วยราคาราว 4.5 ล้านยูโร

ซึ่งผลงานของ ครานชาร์ ก็ดูจะถูกอกถูกใจ เร้ดแน็ปป์ เป็นอย่างมาก เพราะเล่นได้ตามแทคติกส์ที่เขาต้องการ หลังจากนั้นไม่ว่าจะย้ายไปคุม ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และ ควีนสปาร์ค เรนเจอร์ส ในเวลาต่อมา ก็ไม่พลาดที่จะดึงตัวศิษย์รักรายนี้ไปอยู่ด้วย ถึงสามครั้งสามคราตลอดอาชีพการคุมทีม ไม่แน่ว่าหาก ครานชาร์ สนใจงานโค้ชอาจจะมีอาจารย์มือดีแบบ เร้ดแนปป์ เป็นผู้ปลุกปั้นอีกก็เป็นได้

ต่อกันที่คู่ที่สองขอเลือกไปที่คู่ของ ราฟาเอล เบนิเตซ เทรนเนอร์มากประสบการณ์ชาวสเปน ที่ไม่รู้ไปถูกอกถูกใจอะไรนักหนากับศูนย์หน้าอย่าง ซาโลมอน รอนดอน ดาวยิงทีมชาติเวนเซูเอล่า เพราะตั้งแต่ได้ร่วมงานกันครั้งแรกที่สโมสร นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด หลังจากนั้นก็กลายเป็นดาวยิงคู่บุญของเขาไปโดยปริยาย เพราะขนาดย้ายไปคุมทีม ต้าเหลียน โปร ในศึก ไชนีส ซูเปอร์ลีก ยังอุตส่าห์ทุ่มเงินกว่า 18.27 ล้านยูโร ดึงตัว รอนดอน จากสโมสร เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ไปช่วยงานถึงแดนมังกรเลยทีเดียว แล้วพอได้รับงานกุมบังเหียน เอฟเวอร์ตัน

ก็ยังไปตามเซ็นฟรีมาเป็นตัวแบ็คอัพในแดนหน้าอีกรอบ เจอกันสามครั้งกับสามทีม แต่สิ่งที่น่าคิดไม่น้อย คือการที่ เอล ราฟา โดนไล่ออกจากทีม ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน เมื่อครั้งล่าสุด จากผลงานในช่วงหลังที่ฟอร์มไม่เอาอ่าว ผลิตสกอร์ได้ฝืดเคืองสุดๆ ก็เป็นเพราะว่าเลือกใช้ รอนดอน เป็นตัวค้ำในแดนหน้านั่นเอง

ต่อกันที่คู่ที่สาม คู่นี้ถือว่าร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตั้งแต่ยังไม่โด่งดัง ต่างฝ่ายต่างเคารพในฝีมือซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี เพราะผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย นั้่นก็คือ โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือปากมากชาวโปรตุกีส กับเซนเตอร์แบ็คคนบ้านเดียวกันกับเขาอย่าง ริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่ ที่ปลุกปั้นกันมาตั้งแต่สมัยอยู่กับ เอฟซี ปอร์โต้ ชุดที่คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้อย่างยิ่งใหญ่ แล้วพอทาง น้ามู ย้ายมาคุมทัพ เชลซี ที่ในประเทศอังกฤษ

ตัวเลือกแรกๆ ที่เขาจิ้มเข้ามาเสริมแดนหลัง ในการเป็นคู่หูกับ จอห์น เทอร์รี่ กัปตันทีมคนเหล็กในเวลานั้น ก็คือ ริคกี้ คนดีคนเดิมนั่นเอง แล้วลูกศิษย์รายนี้ก็ไม่ทำให้เขาผิดหวัง เพราะเป็นกำลังสำคัญในการพาทีมคว้าแชมป์ลีกได้ตั้งแต่ปีแรก จับคู่กับ เทอร์รี่ ได้อย่างลงตัวสุดๆ เสียประตูไปแค่ 15 ลูกในลีก หลังจากนั้นเมื่อ มูรินโญ่ ย้ายไปคุมทัพ เรอัล มาดริด ในเวลาต่อมา ก็ไม่พลาดที่จะหนีบกองหลังคู่ใจรายนี้ไปช่วยทีมด้วยที่สเปน

มาต่อกันที่คู่หูคู่ฮากันบ้าง หากไม่มีคู่นี้คลิปนี้อาจไม่สมบูรณ์ก็เป็นได้ นั่นก็คือ เดวิด มอยส์ และ มารูยาน เฟลไลนี่ ที่ย้ายกันไปพังทั้งคู่ในถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด แฟนบอลคงทราบกันดีว่า มอยส์ เป็นตัวเลือกที่ได้รับฉายาว่า เดอะ โชเซ่น วัน ที่ถูกทาง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กุนซือระดับตำนาน วางเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งหลังวางมือ ซึ่งถือว่าพลิกโผแบบสุดๆ ทั้งที่มีผู้จัดการทีมชื่อดังดีกรีดีกว่ามากมาย แต่กลับถูกกาชื่อทิ้งไปแบบงงๆ โดยในตลาดรอบแรกของ มอยส์ กับ ปีศาจแดง นั้นถือว่าแฟนบอลต้องลุ้นกันตัวโก่ง เพราะมีแต่การซื้อตัวดาวรุ่งเข้ามา แต่กลับไม่มีข่าวคราวเสริมทัพของทีมชุดใหญ่

จนมาถึงวันปิดตลาด มอยส์ ก็เลือกจิ้มไปที่กองกลางร่างโย่งลูกศิษย์เก่าจาก เอฟเวอร์ตัน อย่าง เฟลไลนี่ ที่ย้ายมาเสริมทัพในวันสุดท้ายก่อนตลาดปิด ด้วยราคาสูงถึง 32.4 ล้านยูโร ซึ่งตัว มอยส์ เป็นคนดึงกองกลางหัวฟูย้ายมาเล่นในอังกฤษจากสโมสร สตองดาร์ด ลีแอช แล้วปั้นจนโด่งดัง มีอาวุธไม้ตายเป็นลูกกลางอากาศ

แต่เส้นทางของทั้งคู่ในโรงละครแห่งความฝันกลับต้องแยกทางกันไวเกินคาด เพราะทาง มอยส์ ถูกปลดออกจากตำแหน่งไปก่อนจากผลงานอันย่ำแย่ หลังจากนั้นไม่ว่าจะย้ายไปคุมสโมสรใด เฟลไลนี่ มักจะตกเป็นข่าวย้ายตามมาอยู่เสมอ แต่ยังไม่ลงเอยกันอีกรอบเสียที กลับกลายเป็นผู้เล่นที่สไตล์เหมือนกันแทยที่ย้ายเข้ามาร่วมงาน

ข้ามมาถึงคู่รองสุดท้าย ความสัมพันธ์ของคู่นี้ดูแปลกๆ เหมือนจะหวานอมขมกลืนก็ไม่ปาน เพราะย้ายตามกันไปหลายที่ แต่สุดท้ายกลายเป็นตัวนักเตะเองที่ถูกลอยแพอยู่เสมอ นั่นก็คือ คาร์โล อันเชล็อตติ และ ฮาเมส โรดริเกซ การร่วมงานของพวกเขาเกิดขึ้นครั้งแรกที่สโมสร เรอัล มาดริด ที่ทาง อันเช่ เป็นคนดึงตัว ฮาเมส ที่โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่น ในศึกฟุตบอลโลกปี 2014 มาจาก โมนาโก แล้วพยายามปลุกปั้นให้กลายเป็นดาวเด่นของ ราชันชุดขาว

แต่กลับลงเอยไม่สวยเท่าไหร่ เพราะกองกลางหน้าหล่อมีสภาพร่างกายที่เปราะบางเหลือเกิน เจออาการบาดเจ็บเล่นงานจนหลุดออกจากทีม แล้วพอทาง อันเชล็อตติ อำลาทีมไปก็กลายเป็นตัวสำรองแบบยาวๆ ในถิ่น ซานติอาโก้ เบร์นาเบว แต่พอทาง อันเช่ ได้รับงานคุม บาเยิร์น มิวนิค ก็เซ็นสัญญายืมตัว ฮาเมส ไปช่วยปั้นเกมที่เยอรมัน แต่หลังจากปิดดีลไปได้ไม่กี่วันก็โดนไล่ออกซะอย่างงั้น หลังจากนั้นพอรับงานคุม เอฟเวอร์ตัน อันเช่ ก็ไม่พลาดที่จะคว้าตัว ฮาเมส มาช่วยปั้นเกมที่อังกฤษอีกคำรบ

ทุกอย่างเหมือนจะไปได้สวย แต่พอจบซีซั่นก่อนกุนซืออิตาเลียนก็ได้รับงานคุมทัพ ราชันชุดขาว อีกรอบ แถมเหมือนว่าตัว ฮาเมส เองจะมีปัญหาด้านวินัย สุดท้ายก็ถูก เอฟเวอร์ตัน ขายทิ้งไปให้กับ อัล รายยัน ทีมชื่อดังในลีกกาตาร์

ปิดท้ายกันที่คู่สุดท้าย ที่ถือว่าสายสัมพันธ์อันยาวนานและความเชื่อมั่นทำให้ลงเอยด้วยความสำเร็จด้วยดี นั่นก็คือ อาร์เซน เวนเกอร์ อดีตกุนซือของ อาร์เซน่อล และตำนานดาวยิงสูงสุดของทีมอย่าง เธียร์รี่ อองรี พวกเขาร่วมงานกันครั้งแรกที่สโมสร โมนาโก โดยทาง อองรี เพิ่งจะถูกดันขึ้นทีมชุดใหญ่เป็นปีแรก แล้วก็เป็นทาง เวนเกอร์ ที่ให้โอกาสกับนักเตะเฟร้นช์แมนได้ลงประเดิมสนามในทีมชุดใหญ่

แต่เพียงแค่ไม่นาน เวนเกอร์ ก็ต้องอำลาทีมไป แล้วไปชุบตัวในการคุมทีม นาโกย่า แกรมปัส ในศึก เจ ลีก ประเทศญี่ปุ่น ส่วนทาง อองรี เองก็ถูกทาง ยูเวนตุส คว้าตัวไปเล่นในศึก กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี พอทาง เวนเกอร์ เข้มารับงานคุมทัพ อาร์เซน่อล แน่นอนว่าการเสริมทัพของเขา เล็งไปที่ลูกน้องเก่าอย่าง อองรี ที่ไม่ประสบความสำเร็จในแดนมักกะโรนี โดยยอมจ่ายเงินถึง 16.1 ล้านยูโร กับนักเตะที่ฟอร์มกำลังออกทะเลยจนแฟนบอลต่างงงกันเป็นแถบๆ อย่างไรก็ตาม เวนเกอร์ รู้ดีอยู่แล้วว่า การใช้งาน อองรี ให้ถูกต้องนั้นไม่ใช่การถ่างเขาไปยืนปีกซ้าย แต่ต้องให้ปักหลักเป็นหน้าเป้า

เพียงไม่นานพัฒนาการของ อองรี กับสโมสร ไอ้ปืนใหญ่ ก็พุ่งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ เป็นคีย์แมนคนสำคัญในการพาทีมเป็นแชมป์ไร้พ่ายในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในฤดูกาล 2003/04 บวกกับถ้วยแชมป์รายการอื่นๆ และรางวัลส่วนตัวอีกมากมาย ก้าวไปถึงตำแหน่งดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของสโมสร ด้วยการกดไปถึง 228 ประตู ยากที่จะหาใครมาทาบได้ ขนาดแยกย้ายกันไปด้วยดีแล้วตอนขาย อองรี ไปตามฝันกับ บาร์เซโลน่า แต่พอเข้าสู่ช่วงบั้นปลายที่ดาวยิงรายนี้ไปเล่นในศึก เมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ แล้วมีช่วงพักเบรก เวนเกอร์ ก็ยังยืมตัวศิษย์รักมาใช้งานเป็นเวลาสั้นๆ อีกครั้ง ทำเอาแฟนๆ ชื่นอกชื่นใจกันยกใหญ่

แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าวนี้