การเดิมพันครั้งใหญ่ของบราซิล

0
6

หลังจากรายชื่อนักเตะทีมชาติบราซิล 26 คนสุดท้ายชุดลุยศึก ฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ ถูกประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ บรรดาสื่อมวลชนแดนกาแฟต่างตั้งคำถามถึง ติเต้ กุนซือ “เซเลเซา” เกี่ยวกับการเลือกผู้เล่นในแนวรับ

ดานี่ อัลเวส แบ็คขวาวัย 39 ปี จาก พูมาส สโมสรชื่อดังในลีกเม็กซิโก และ ติอาโก้ ซิลวา กองหลังวัย 38 ปี จาก เชลซี ใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ต่างก็ถูกเรียกตัวมาติดทีมทั้งที่อยู่ในช่วงปลายอาชีพแล้ว และหลายคนมองว่า พวกเขาจะเป็นจุดอ่อนให้คู่แข่งโจมตีหรือไม่

สร้างทีมสำหรับอนาคต แต่ยังยึดติดกับอดีต

หลังตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ด้วยการพ่าย เบลเยียม 1-2 นั้น บราซิล ต้องวางแผนงานสำหรับอีก 4 ปีต่อไป โดยเป้าหมายหลักคือ การพัฒนา เอแดร์ มิลิเตา ปราการหลังเรอัล มาดริดให้ขึ้นมาเป็นตัวหลักต่อจาก ซิลวา

บราซิล ไม่ได้ผลักดัน มิลิเตา ขึ้นมาแทน ซิลวา ในทันที และพวกเขามีเวลามากมายก่อนทัวร์นาเม้นท์ที่กาตาร์จะเริ่มขึ้น ซึ่งดูเหมือนว่า เซ็นเตอร์แบ็ควัย 24 ปี จากทัพ “ราชันชุดขาว” ค่อยๆพัฒนาตัวเองขึ้นมาจนเป็นนักเตะระดับท็อปได้แล้ว

มิลิเตา พัฒนาได้รวดเร็วเกินคาด จริงอยู่ที่เขยเคยทำผิดพลาดในบางจังหวะ แต่ความเร็ว และการอ่านเกมทีดีนั้น ก็ช่วยให้ทีมรอดพ้นการเสียประตูได้อยู่หลายครั้ง ซึ่งสปีกต้นที่จัดจ้านของเจ้าตัวก็เป็นประโยชน์สำหรับ บราซิล ที่ใช้แนวรับดันขึ้นมาถึงบริเวณกลางสนาม

ขณะเดียวกัน การที่ มิลิเตา ได้จบคู่กับ มาร์ควินญอส ปราการหลังจาก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในศึกลีก เอิง ฝรั่งเศส นั้น ก็ทำให้ บราซิล มีเกมรับที่แข็งแกร่งสุดๆ โดย 6 เกมที่ทั้งคู่ได้มีโอกาสเล่นร่วมกันในรอบคัดเลือกทำให้ “เซเลเซา” ไม่เสียแม้แต่ประตูเดียว

มิลิเตา พร้อมจะเป็นกำลังสำคัญในเกมรับให้ บราซิล แล้ว แต่ ซิลวา ก็ยังคงเป็นตัวจริง เนื่องจาก สต๊าฟฟ์โค้ชรู้สึกทึ่งในความฟิตของกองหลังจอมเก๋าจาก เชลซี และยิ่งกว่านั้นคือ ความสามารถในการอ่านเกมในจังหวะชี้เป็นชี้ตาย ซึ่งทำให้ ดาวเตะวัย 38 ปี ยังคงเป็นตัวเลือกแรกเสมอ

ย้อนกลับไปในฟุตบอลโลก 2010 ซิลวา ยังเป็นตัวสำรองของ ลูซิโอ และ ฮวน แต่อีก 4 ปีต่อมาที่บ้านเกิด เขาได้เป็นกัปตันทีม และก็สวมปลอกแขนมาจนถึง ณ เวลานี้ ดังนั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เจ้าตัวมีประสบการณ์อย่างมหาศาล

จุดอ่อนที่อาจโดนคู่ต่อสู้โจมตี

อย่างไรก็ตาม หลังได้รับหน้าที่สวมปลอกแขนกัปตันทีมชาติบราซิลครั้งแรก ซิลวา ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า นอนไม่หลับทั้งคืนโดยคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ซึ่งมันไม่ใช่ข้อความที่สร้างแรงบันดาลใจเลยจากคนที่เป็นผู้นำทีม

ในเกมรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2010 ที่ บราซิล พ่ายให้กับ เยอรมัน แบบหมดรูป 1-7 นั้น ซิลวา ไม่ได้ลงสนามเป็นตัวจริงเนื่องจากติดโทษแบน ซึ่งหลังจบเกมภาพที่ออกมาคือ เขานั่งร้องไห้ข้างลูกฟุตบอลอยู่คนเดียว และไม่ได้แสดงความเป็นผู้นำออกมาเลย

ในยุคที่ คาร์ลอส ดุงก้า อดีตกองกลางทีมชาติบรสซิลชุดแชมป์ฟุตบอลโลก 1994 คุมทีม ซิลวา ยังไม่สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงได้ทันที ก่อนจะกลับมาทวงตำแหน่งคืนอีกครั้งได้ทันในศึกฟุตบอลถ้วย โคปา อเมริกา เมื่อปี 2015 ที่

หลัง ดุงก้า อำลาทีม และ ติเต้ เข้ามารับงานต่อในปี 2016 ซิลวา ก็ยึดตำแหน่งได้อย่างถาวรในการยืนคุมแนวรับร่วมกับ มาร์ควินญอส อดีตเพื่อนร่วมทีม เปแอสเช และหลังจากฟุตบอลโลก 2018 จบลงด้วยความผิดหวัง มาร์ควินญอส ก็ต้องสลับกันลงเล่นกับ มิลิเตา โดยที่ ซิลวา ยังเป็นตัวหลักต่อไป

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ซิลวา เป็นกองหลังที่เล่นเกมนรับได้อย่างแข็งแกร่ง และนับตั้งแต่เจ้าตัวย้ายจาก  เปแอสเช ไปเล่นกับ เชลซี แบบไร้ค่าตัวในซัมเมอร์ปี 2020 นั้น เขาจะทำหน้าที่ยืนเป็นสวีพเปอร์ตัวกลางในระบบ 3-4-3 เป็นหลัก

แนวทางการเล่นกองหลัง 3 คน ของ เชลซี ทำให้ ซิลวา ในวัย 38 ปี ไม่ต้อวครอบคลุมพื้นที่แนวรับมากนัก เนื่องจากมีสต็อปเปอร์ฝั่งขวา และฝั่งซ้ายช่วยกันสกรีนฝ่ายตรงข้าม แต่กับ บราซิล ที่เล่นแนวรับ 4 คน นั้น เขาจะต้องมีความรับผิดชอบมากกว่าเดิม และอาจจะเจอบททดสอบที่หนักพอสมควรในฟุตบอลโลกหนนี้

การเล่นกองหลัง 3 คน ของ เชลซี ทำให้ ซิลวา ไม่ต้องถ่างออกจากตำแหน่งของตัวเองไปดวลกับปีก หรือกองหน้าที่มีความเร็วมากนัก และ ทางพลพรรค “สิงโตน้ำเงินคราม” ก็ไม่ได้ให้แนวรับดันขึ้นสูงไปถึงกลางสนามเพื่อเพรสซิ่งสูงใส่คู่แข่ง

อย่างไรก็ตาม บราซิล ใช้แนวรับ 4 คน โดยกองหลังตัวกลางจะดันไปถึงกลางสนาม และฟูลแบ็ค 2 ฝั่งจะเปิดเกมรุกอย่างเต็มที่ ซึ่งทำให้พวกเขามีพื้นที่มากมายบริเวณแนวรับ และมันเป็นคำถามอีกครั้งว่า ในวัย 38 ปี ซิลวา จะสปีดทันตัวรุกคู่แข่งหรือไม่

นี่เป็นคำถามที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับ ติเต้ และทีมงานของเขากับการตัดสินใจเลือกให้ ซิลวา ยืนเป็นตัวจริงในทัวร์นาเมนท์นี้ และการรอยคอยแชมป์ในช่วงเวลาที่ยาวนานกว่า 20 ปี ของพลพรรค “เซเลเซา” นั้น จะสิ้นสุดลงในฟุตบอลโลกหนนี้หรือไม่

แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าวนี้