เรอัล มาดริด ราชันแห่งฟุตบอลยุโรป

0
8

ชัยชนะในนัดชิงชนะเลิศศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ของ เรอัล มาดริด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึกลา ลีกา สเปน เหนือ ลิเวอร์พูล 1-0 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น มันเริ่มต้นมาจากเส้นทางที่น่าเหลือเชื่อของพวกเขาตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา

ย้อนกลับไปในเกมฟุตบอลยุโรปรอบแบ่งกลุ่มเมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา มันเกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนหลัง มาดริด เปิดรัง ซานติออาโก้ เบอร์นาบิว พ่ายให้กับ เชริฟฟ์ ติราสปอล จากมอลโดวา 1-2 แต่เมื่อสิ้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พลพรรค “ราชันชุดขาว” กลายเป็นแชมป์ยุโรปสมัยที่ 14 ไปเรียบร้อยแล้ว

เรอัล มาดริด คว้าแชมป์ยุโรปด้วยทีมที่ยังไม่ดีที่สุด

หลังสิ้นเวียงนกหวีดสุดท้ายในเกมกับ ลิเวอร์พูล คาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือมากประสบการณ์ชาวอิตาเลียนของ มาดริด ได้ร่วมเฉลิมฉลองร่วมกับผู้เล่นของเขาในสนาม สต๊าด เดอ ฟรองซ์ ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส อย่างชื่นมื่น

จูเลียน ลอเรนส์ กูรูฟุตบอลแดนกระทิงดุ กล่าวว่า “พวกเขาอาจจะไม่ใช่ทีมที่ดีกว่าหลายๆครั้งที่ผ่านมา ในการคว้าถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่พวกเขาก็ทำได้สำเร็จ”

ริโอ เฟอร์ดินานด์ อดีตปราการหลังทีมชาติอังกฤษ ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในพรีเมียร์ลีก แสดงความคิดเห็นว่า “เรอัล มาดริด ชุดนี้ทำสิ่งที่น่าทึ่งมาก เราไม่ได้คาดหวังมาก่อนเลยว่า พวกเขาจะทำได้ แต่ทุกอุปสรรค์ พวกเขาเอาชนะมันด้วยความพยายาม และความมุ่งมั่น ผมไม่เคยเห็นเส้นทางที่ยากแบบที่พวกเขาเจอมาก่อนเลยก่อนจะมาถึงนัดชิงฯ”

ในซีซั่นนี้ มาดริด ภายใต้การคุมทีมของ อันเชล็อตติ พ่ายไป 4 เกมจาก 12 นัดก่อนจะมาถึงรอบชิงฯ และหากเปรียบเทียบกันกับ ลิเวอร์พูล นั้น ลูกทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันพ่ายไปเพียง 4 เกมจาก 63 เกมรวมทุกรายการตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา

 อย่างไรก็ตาม หลังจบเกม มาดริด ของ อันเชล็อตติ ประกาศให้รู้ว่า พวกเขาเป็นเจ้ายุโรป หลังจากที่ก่อนหน้านี้ พบพรรค “ราชันชุดขาว” ต้องฟันฝ่าอุปสรรค์มามากมายตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มมาจนถึงการเผชิญหน้ากับ ลิเวอร์พูล

มาดริด เคย ตามหลัง ปารีส แซงต์ แชร์กแมง จากลีก เอิง ถึง 2 ประตู ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย แต่พวกเขาซัดคืน 3 ประตูรวด ในเวลาเพียง 17 นาที จากแฮตทริคของ คาริม เบนเซม่า กองหน้าจอมเก๋าชาวฝรั่งเศส และก็พลิกเข้ารอบได้สำเร็จอย่างน่าแหลือเชื่อด้วยสกอร์รวม 3-2

นอกจากนี้ มาดริด ยังโชว์แรงฮึดพลิกกลับมาชนะ เชลซี ด้วยสกอร์รวม 5-4 ในรอบก่อนรองชนะเลิศอีกด้วย และหนึ่งในสิ่งที่สุดยอดก็คือ เบนเซม่า โชว์ความเฉียบขาดซัดแฮตทริคในเกมยุโรปติดต่อกันเป็นหนที่ 2 ของตัวเอง

ในรอบรองชนะเลิศ มาดริด ยังโกงความตายอีกครั้งหลังในเลกแรกบุกไปพ่าย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 3-4 และกลับมาเล่นเลก 2 ด้วยการโดนนำไปก่อน 1-0 จนเข้าสู่ช่วงนาทีที่ 90 พวกเขาซัดคืน 2 ประตู จาก โรดรีโก้ และก็เป็น เบนเซม่า ซัดจุดโทษช่วงต่อเวลาพิเศษพาทีมเข้าชิงฯ สำเร็จ ด้วยสกอร์รวม 6-5

เฟอร์ดินานด์ กล่าวเสริมอีกว่า “ในช่วงเวลาเส้นทางอาชีพของผม ผมไม่เคยเห็นเส้นทางไหนยากกว่าในการเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศแบบที่ มาดริด ต้องเจอเลย พวกเขาเอาชนะ เปแอสเช พวกเขาเอาชนะทีมจากอังกฤษอย่าง เชลซี และ แมนฯ ซิตี้ มันน่าทึ่งมาก”

สตีฟ แม็คมานามาน อดีตปีกของ เรอัล มาดริดแ ละลิเวอร์พูล กล่าวเสริมว่า “มาดริด ทำในสิ่งที่พวกเขาต้องทำเสมอ เมื่อพวกเขาไปถึงรอบชิงชนะเลิศ พวกเขาคว้าแชมป์ได้ มันเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับพวกเขา”

หัวใจสำคัญในความสำเร็จของ เรอัล มาดริด

แม้ว่า จะยิงไม่ได้ในรอบชิงชนะเลิศกับ ลิเวอร์พูล แต่ เบนเซม่า ก็เป็นหัวใจสำคัญในการคว้าถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลี กของ มาดริด ในซีซั่นที่ผ่านมา และก็ให้เขาเป็นตัวเต็งมีลุ้นคว้ารางวัล “บัลลงก์ดอร” ในปี 2022 นี้

อันเชล็อตติ ดึงสิ่งที่ดีที่สุดจากกองหน้าชาวฝรั่งเศสวัย 34 ปี ซึ่งทำประตูได้ 15 ประตูในฟุตบอลยุโรปฤดูกาลนี้ รวมถึงแฮตทริก 2 ครั้ง และคว้ารางวัลดาวซัลโวในฟุตบลอยุโรปอีกด้วย แต่มันจะเพียงพอหรือไม่ที่จะเจ้าตัวคว้ารางวัล “บัลลงดอร์” ที่เป็นเครื่องหมายของผู้เล่นที่เก่งที่สุดในโลก

เฟอร์ดินานด์ กล่าวเสริมว่า “สำหรับผมการโต้เถียงกันเรื่องบัลลงดอร์มันจบลงแล้ว ถ้า คาริม เบนเซม่า ไม่ได้รับ นั่นถือเป็นเรื่องน่าประหลาดใจมากๆ”

ขณะเดียวกัน มาดริด เพิ่งผิดหวังจากการคว้าตัว คีเลียน เอ็มบัปเป้ ดาวยิงชาวฝรั่งเศสของ เปแอสเช ไม่สดๆร้อนๆ หลังนักเตะวัย 23 ปี ตัดสินใจต่อสัญญาฉบับใหม่กับทีมออกไปอีก 3 ปี แต่พวกเขาก็แสดงให้เห็นว่า มันไม่ส่งผลกระทบต้อการเล่นในนัดชิงฯ เลย และที่สำคัญ เบนเซม่า ก็ยังสามารถช่วยทีมไปได้อีกหลายปีเลยทีเดียว

แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าวนี้