ย้อนรอย 12 นักเตะ ที่ทาง เจอร์เก้น คล็อปป์ ให้โอกาสเดบิวต์ในการคุมทีมของเขา ตอนแรก

0
17

อาชีพผู้จัดการทีมในวงการฟุตบอลทุกวันนี้ เป็นงานที่ยากขึ้นตามยุคสมัยที่ผันเปลี่ยนไป นอกจากต้องแบกรับความกดดันของบอร์ดบริหาร แฟนบอลที่ตามเชียร์ทีมย่อมตั้งความคาดหวังเอาไว้สูง ยิ่งชื่อเสียงโปรไฟล์ดีมากเท่าไหร่ ความตึงเครียดย่อมบวกเข้าไปเป็นเท่าตัว ยิ่งเป็นทีมระดับท็อปของลีก มีลุ้นถ้วยรางวัลแทบทุกปี แทบจะไม่มีโอกาสให้ผู้มารับตำแหน่ง สร้างข้อผิดดพลาดได้เลย เนื่องจากงานชิ้นนั้นๆ มีคนรอต่อคิวอยู่อีกเพียบ ตัวเลือกในวงการมีให้เลือกมากมาย ถ้าผลงานมีรอยด่างพร้อยเมื่อไหร่ เหมือนความผิดพลาดในอาชีพที่ยากจะแก้

ใช่ว่ากุนซือระดับเซียนของวงการอย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ จะไม่เคยผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาก่อน การคุมทัพ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ช่วงก่อนหน้านี้ ในสภาพที่ทีมมีปัญหาเรื่องการเงิน จำเป็นต้องรื้อระบบการบริหารใหม่ยกแผง พวกเขาต้องสร้างทีมขึ้นมาใหม่ตั้งแต่การเซ็ตฐานราก เพื่อความแข็งแกร่งที่เป็นการปูพื้นในระยะยาว ไม่ใช่เพียงหวังความสำเร็จแบบฉาบฉวย หรือ ผลงานที่ดีขึ้นมาเพียงชั่วครั้งชั่วคราวไม่กี่ฤดูกาล แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดด้านการเงิน เสือเหลือง ในยุคนั้น ต้องยอมเสี่ยงกับการให้โอกาสดาวรุ่งกับนักเตะโนเนม ให้เป็นความหวังในการล่าความสำเร็จแบบเลี่ยงไม่ได้

บทความนี้ พร้อมย้อนรอยเรื่องราวในอดีต เกี่ยวกับการให้โอกาสนักเตะของ คล็อปป์ ในสมัยที่คุมทัพ ดอร์ทมุนด์ ทั้งหมด 12 รายด้วยกัน โดยจะแบ่งเป็นสองตอน ตอนละ 6 คน เพื่อความยาวที่เหมาะสมในแต่ละตอนเช่นเคย ซึ่งจะเป็นการคละเคล้ากันไปหลากหลายตำแหน่ง ไม่ได้มีการเรียงลำดับ มาลุ้นไปพร้อมๆ กันเลยว่า 6 ตัวแรกที่จะเข้ามาเปิดหัวกันในคลิปนี้ จะมีใครติดโผเข้ามาบ้าง? พวกเขาได้รับโอกาสให้ลงเล่นช่วงไหน? ตำแหน่งใด? บทสรุปสุดท้ายลงเอยแบบไหน?

เริ่มต้นกันที่รายแรก เป็นผู้เล่นในตำแหน่งแบ็คซ้าย เล่นได้ทั้งระบบวิงแบ็คและฟูลแบ็ค ก้าวไปไกลจากนักเตะโนเนม จนไปถึงติดทีมชาติเยอรมันชุดใหญ่ นั่้นก็คือ มาร์เซล ชเมลเซอร์ ที่ดันมาจากชุดเยาวชนของ เสือเหลือง ได้รับโอกาสลงสนามครั้งแรก ตั้งแต่เกมแรกที่ คล็อปป์ เข้ามารับงานคุมทีม ด้วยการลงเป็นตัวสำรองในเกม เดเอฟเบ โพคาล ที่เอาชนะ ร็อต-ไวส์ เอสเซ่น ไปแบบขาดลอย 3-1 ในปี 2008 สองปีต่อมาดาวเตะรายนี้ กลายเป็นกำลังสำคัญ ลงสนามทุกนาทีในศึก บุนเดสลีก้า แล้วพาทีมครองแชมป์ลีกเยอรมันได้สำเร็จ รับใช้ทีมยาวนานจนแขวนสตั๊ด น่าเสียดายที่ช่วงท้ายของอาชีพฟอร์มดร็อปลงไปเพราะอาการบาดเจ็บ

ต่อกันที่รายที่สอง เป้นนักเตะในตำแหน่งตัวริมเส้นแนวรุกเชื้อสายตุรกี ซึ่งทาง คล็อปป์ ใช้งาน ยาซิน ออซเตกิน ไปเพียงแค่ 2 เกมเท่านั้นในปี 2009 ก่อนที่ตัวนักเตะจะเจอปัญหาอาการบาดเจ็บหนักจากการขาหัก แล้วถูกขายออกไปจากทีมในเวลาต่อมา แล้วไปสร้างชื่อกับ กาลาตาซาราย ได้อีกครั้ง แม้ว่าการร่วมงานของทั้งคู่จะเป็นแค่ช่วงสั้นๆ แต่กุนซือชาวเยอรมัน ยังคงใส่ใจลูกทีมทุกคนเสมอ เพราะตัวนักเตะได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า คล็อปป์ ส่งคลิปวิดีโออวยพรวันเกิดมาให้ลูกของเขา ด้วยคำอวยพรว่า “ผมหวังว่าเขาจะเติบโตขึ้นมาแล้วมีพรสวรรค์เหมือนกับพ่อ” ช่างเป็นเรื่องราวที่อบอุ่นใจยิ่งนัก

ถัดมาที่รายที่สาม เป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่ คล็อปป์ ให้โอกาส เนื่องจากมองเห็นพรสวรรค์ล้นเหลือที่ซ่อนอยู่ภายในตัวของ มาริโอ เกิตเซ่ วันเดอร์คิดส์แห่งวงการลูกหนังเมืองเบียร์ เกิตเซ่ ได้โอกาสลงเล่นครั้งแรกในปี 2009 แล้วใช้เวลาเพียงไม่นานในการสร้างชื่อ ด้วยสไตล์การเล่นที่แตกต่าง มีจังหวะการสร้างสรรค์เกมและสอดเข้าไปยิงประตูที่เต็มไปด้วยสัยชาติญาณ เป็นขุมกำลังคนสำคัญที่พา เสือเหลือง เถลิงแชมป์ บุนเดสลีก้า ได้อย่างยิ่งใหญ่ เป็นผู้ยิงประตูชัยให้กับทัพ อินทรีเหล็ก คว้าแชมป์โลกในปี 2014 น่าเสียดายที่เส้นทางการค้าแข้งของเขา ไม่สดสวยอย่างที่ใครหลายคนคาดการณ์เอาไว้ หลังไปดับสนิทกับ บาเยิร์น มิวนิค แล้วพเนจรไปเล่นกับอีกหลายทีม ล่าสุดกลับมาสังกัด ไอน์ทรัค แฟร้งเฟิร์ต เพื่อพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง ทั้งสองยังคงมีความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่น ขนาดที่ เกิตเซ่ ได้ขอเบอร์แพทย์ที่รักษาอาการหัวล้าน ด้วยการได้เบอร์หมอปลูกผลมาจาก คล็อปป์ ที่คอยให้คำแนะนำอีกด้วย

ถัดมาที่รายที่ 4 เป็นน้องชายของอดีตนักเตะเจ้าของฉายา นิว ซีดาน อย่าง อ็องโตนี่ เลอ ตัลเล็ค นั่นก็คือ ดาเมี่ยน เลอ ตัลเล็ค ที่เป็นผลผลิตจากอะคาเดมี่ของ แรนส์ ซึ่งทาง คล็อปป์ ไปดึงตัวมาร่วมทีม เสือเหลือง หลังจากนักเตะออกอาการกังวล เรื่องโอกาสลงสนามให้กับทีมชุดใหญ่ของต้นสังกัดในฝรั่งเศส แต่ปรากฏว่าแนวรุกรายนี้ ฝีเท้าไม่ถึงระดับที่จะใช้งานในเกมชุดซีเนียร์จริงๆ จังๆ ได้ จึงได้รับโอกาสลงเล่นในทีมชุดใหญ่ไปเพียงแค่ 8 เกมเท่านั้น ตลอดระยะเวลา 2 ปีครึ่งในแดนไส้กรอก ก่อนจะเลือกย้ายกลับบ้านเกิดไปอยู่กับ น็องต์ แล้วพเนจรต่อไปเรื่อยหลายลีกทั้ง ยูเครน รัสเซีย และ เซอร์เบีย สถานีล่าสุดของเขา คือ เออีเค เอเธนส์ ในลีกกรีซ

ต่อเนื่องกันที่รายที่ 5 เป็นกองกลางเชิงรับเชื้อสายเยอรมัน ที่เคยได้เล่นภายใต้การคุมทีมของ คล็อปป์ จำนวนทั้งหมด 7 เกมด้วยกัน แต่ไม่มีอะไรให้จดจำมากนัก นั่นก็คือ มาร์โก สตีเปอร์มันน์ ที่เมื่อไม่กี่ปีก่อน ย้ายมาเล่นในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กับสโมสร นอริช ซิตี้ แต่น่าเสียดายที่คุณภาพทีมของต้นสังกัด ไม่สามารถเอาตัวรอดอยู่บนลีกสูงสุดได้ ตกชั้นไปเล่นในศึก เดอะ แชมเปี้ยนชิพ โดยทาง สตีเปอร์มันน์ ทำผลงานได้ตามมาตรฐาน ไม่ดีไม่แย่ ก่อนจะย้ายกลับไปเล่นในบ้านเกิดกับ พาเดอร์บอร์น ปีก่อน แล้วเพิ่งจะยอมลดระดับตัวเองไปเล่นในลีกรองกับ วุปเปอร์ทาเลอร์ ในเวลาต่อมา

ปิดท้ายกันที่ผู้เล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรับสัญชาติเยอรมัน เคยรับบทบาทเป็นเป็นตัวแบ็คอัพ ในการทำทีมของ คล็อปป์ ได้ลงสนามไปเพียงแค่สองเกม ชื่อเสียงของ ยูเลี่ยน คอช ช่วงแรกๆ ได้รับการขนานนามในวงการฟุตบอลเมืองเบียร์ว่า เป็นดาวรุ่งที่มีอนาคตไกล มีสิทธิ์ก้าวขึ้นไปเป้นสตาร์ได้ในอนาคต อย่างไรก็ตามเส้นทางการค้าแข้งที่สดใสของเขา จบลงเพราะอาการบาดเจ็บที่เข่าแบบเรื้อรัง กลับมาลงเล่นได้ก็จริงแต่ผลงานไม่เคยทำได้ระดับเริ่มแรกอีกเลย สุดท้ายยอมแพ้และย้ายกลับไปเล่นให้กับ ไมนซ์ 05 อดีตทีมเก่าของ คล็อปป์ แล้วเพิ่งจะแขวนสตั๊ดไปในปี 2019 หลังไปเล่นให้กับ เฟเรนซวารอส เป็นการส่งท้าย

แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าวนี้